ในโลกของความบันเทิงกีฬาแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง

ในโลกของความบันเทิงกีฬาแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง

ในขณะที่การเล่นถูกหยุดชั่วคราวหรือยกเลิกในลีกกีฬาที่สำคัญหลายแห่งทั่วอเมริกาเหนือเนื่องจากการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสส่วนใหญ่เป็นธุรกิจตามปกติในโลกของความบันเทิงกีฬาแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าสุขภาพและความปลอดภัยของนักมวยปล้ำ ตัวอย่างเช่น WWE จะถือ WrestleMania 36 ที่ศูนย์ประสิทธิภาพที่ว่างเปล่าใน Orlando, Florida ในวันที่ 4 และ 5 เมษายนและในขณะที่มีการเรียกร้องให้ บริษัท ยกเลิกหรือเลื่อนการแข่งขันรายการ “Show of Shows” จะ ไปตามกำหนด การตัดสินใจครั้งนี้ได้รับการปกป้องโดย Edge ซึ่งคาดว่าจะจับคู่กับแรนดี้ออร์ตันเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของการแสดงเวทีที่ว่างเปล่าที่กำลังจะมาถึงการพูดคุยกับ Digital Spy ขอบเปิดขึ้นเกี่ยวกับการปฏิเสธของ WWE วันต่อมาอธิบายถึงทางออกว่าปีนี้แตกต่างจากคนอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้โดยมีการระบาดของโรคคอโรนาไวรัสทำให้เกิดความท้าทายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนสำหรับผู้คนทั่วโลก ในขณะที่เขาชี้ให้เห็นว่าการตัดสินใจของ WWE ที่จะมีเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปีผลักไปข้างหน้าโดยไม่มีความล่าช้า – แม้จะไม่มีแฟน ๆ เข้าร่วม – สามารถช่วยให้ผู้คนรับมือกับความเครียดที่เกิดจากไวรัสโดยเสนอรูปแบบการหลบหนี การแข่งขันของ WrestleMania ได้รับการยืนยันในตอนของ Monday Night Raw สัปดาห์นี้การประกวดที่จะเกิดขึ้นจะเป็นจุดสูงสุดของความบาดหมางที่เริ่มขึ้นหลังจาก Royal Rumble ในปีนี้ซึ่ง “Rated-R Superstar” ทำให้เขากลับมาสู่แหวนใกล้ถึงเก้าปี เขาประกาศลาออก

ตำนานลิเวอร์พูลและทีมชาติอังกฤษ สตีเว่น เจอร์ราร์ด

ตำนานลิเวอร์พูลและทีมชาติอังกฤษ สตีเว่น เจอร์ราร์ด

สตีเว่น เจอร์ราร์ด ยอดกัปตันทีมแห่งค่าย “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล มีชื่อเต็มว่า สตีเว่น จอร์จ เจอร์ราร์ด เกิดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 1980 ที่เมืองวิสตัน เมอร์ซี่ย์ไซด์ ลิเวอร์พูล เข้าสู่เส้นทางลูกหนังจากการลงเล่นให้กับโรงเรียนคาร์ดินัล ฮีแนน คาธอลิก ไฮจ์สคูล ในเวสต์ดาร์บี้ เมืองลิเวอร์พูล โดยในตอนที่อายุ 8ขวบ เขาเป็นสมาชิกของทีม ลิเวอร์พูล วายทีเอส  ก่อนที่จะเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพของทีม “หงส์แดง” ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 1997 โดยได้รับเงินค่าจ้างก้อนแรกที่ 700 ปอนด์ (ประมาณ  44,100 บาท) ต่อสัปดาห์

     เจอร์ราร์ด ได้ชื่อว่าเป็นกองกลางพลังไดนาโม โดยเขาเริ่มแจ้งเกิดมาในตำแหน่งปีกขวา ก่อนที่จะขยับมาเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ แต่ด้วยความเป็นนักเตะที่มีความสามารถทั้งการช่วยเกมรับ และการเติมเกมรุก แถมยังยิงไกลได้แม่นยำ ทำให้ เจอร์ราร์ด จึงค่อยๆ เปลี่ยนบทบาทของตัวเองมาเป็นกองกลางเชิงรุกไปแล้ว

เจอร์ราร์ด หรือที่มีนิคเนมว่า “สตีวี่จี” ได้ลงเล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกในนามทีมลิเวอร์พูลชุดใหญ่ ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 1998 โดยเขาถูกเปลี่ยนตัวลงไปเล่นแทน เวการ์ด เฮ็กเกม ในเกมที่พบกับ แบล็คเบิร์น ขณะที่ เกมที่เขาได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเกมแรก เกิดขึ้นในเกมยูฟ่า คัพ ปี 1998 ที่พบกับ เซลต้า บีโก้ เนื่องจาก เจมี่ คาราเกอร์  มิดฟิลด์จอมทัพของทีมได้รับบาดเจ็บ และแม้ว่า “หงส์แดง” จะแพ้ในนัดนั้น แต่ เจอร์ราร์ด ก็ได้รับการยกย่องอย่างมากว่าเล่นได้ดี มีอนาคตในทีมอย่างแน่นอน

ในฤดูกาล 2000-2001 เจอร์ราร์ด ในวัย 20 ปี ก็สามารถสลัดอาการบาดเจ็บที่รุมเร้าในฤดูกาลที่แล้วได้อย่างปลิดทิ้ง  และเขาก็เล่นดีมากๆ จนได้รับตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยมของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพของอังกฤษ และพาทีม “หงส์แดง” คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ ทั้ง ยูฟ่า คัพ, เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ โดยสามารถทำประตูในรอบชิงชนะเลิศของยูฟ่า คัพ ซึ่ง ลิเวอร์พูล กับ อลาเบส ได้อีกด้วย

     อาจได้ว่า สตีวี่จี ถือเป็นที่นักเตะที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเตะที่ดีที่สุดของ ลิเวอร์พูล ในตอนนี้ หลังจากที่มาเข้าร่วมชายคาของสโมสรแห่งนี้ ตั้งแต่ปี 1989 และค่อยๆพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาเรื่อยๆในโรงเรียนนักเตะของ “หงส์แดง” ที่สร้างนักเตะที่อย่าง สตีฟ แม็คมานามาน และ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ มาโด่งดังไปแล้ว ก่อนจะปั้น ไมเคิ่ล โอเว่น และ เจอร์ราร์ด ขึ้นมาโด่งดังเป็นรุ่นต่อมา

     ถัดมาในฤดูกาล 2001-2002 ด้วยประสบการณ์ที่เพิ่มพูนมาขึ้น ก็ทำให้ เจอร์ราร์ด ขยับฐานะจากนักเตะดาวรุ่ง กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของทีม “หงส์แดง” อย่างเต็มตัว  โดยเขามีส่วนสำคัญยิ่งจนทำให้ ลิเวอร์พูล ปิดฉากฤดูกาลที่ อันดับ 2 ของตารางพรีเมียร์ชิพ ด้วยคะแนนที่ดีที่สุดในรอบ 10 ของทีมอีกด้วย

เจอร์ราร์ด ยังคงเป็นกำลังสำคัญของทีมเช่นเดิม แต่หน้าที่ที่เขาได้รับเพิ่มขึ้นก็คือ การสวมปลอกแขนกัปตันทีมครั้งแรกอย่างเป็นทางการของดาวเตะวัยเพียง 23 ปี ในขณะนั้น โดยเขาได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่แทน ซามี่ ฮูเปีย กองหลังชาวฟินแลนด์ ในเดือนตุลาคม  2003 เนื่องจากหวังให้ เจอร์ราร์ด โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

        และมันก็ได้ผลทีเดียวเมื่อ เจอร์ราร์ด กลายเป็นผู้เล่นที่คอยกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมได้เสมอ ทั้งการทำงานหนักในสนาม และการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเพื่อนร่วมทีม โดยในฤดูกาล 2003/2004 เจอร์ราร์ด ที่ต้องคอยไล่ตัดเกมรุกของคู่ต่อสู้ด้วยนั้น โดนใบเหลืองไปแค่ 2 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้เล่นที่เล่นบอลอย่างขาวสะอาดมากคนหนึ่ง